วิธีการถนอมอาหารให้สดใหม่ ยืดอายุวัตถุดิบให้นานขึ้น

แชร์เคล็ดลับการถนอมอาหาร ให้สดใหม่ น่ารับประทาน

ในช่วงนี้หลาย ๆ คนคงจะต้องทำงานกันแบบ Work From Home กันอยู่แน่นอน เพราะด้วยสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ในขณะนี้ จึงทำให้บางบริษัทไม่สามารถให้พนักงานเดินทางไปทำงานได้ หรือบางคนก็อาจจะได้ทำงานที่บริษัทบ้างแต่ไม่ 100% (สลับวันทำงาน) ด้วยเหตุผลนี้จึงทำให้เหล่าพ่อบ้านแม่บ้านทั้งหลายจำเป็นจะต้องกักตุนอาหาร เครื่องดื่ม และวัตถุดิบต่าง ๆ เอาไว้กินในยามจำเป็น ซึ่งการทำอาหารกินเองนอกจากจะช่วยให้ประหยัดขึ้นแล้ว เรายังมั่นใจในเรื่องของความสะอาด และความปลอดภัยได้อีกด้วย

แต่หลาย ๆ คนคงประสบปัญหาหลายอย่างเกี่ยวกับวัตถุดิบที่มีอยู่ อาทิ เน่าเสีย กินไม่ทัน ไม่สด และอื่น ๆ อีกมากมาย ดังนั้นวิธีการที่จะช่วยยืดอายุให้กับวัตถุดิบได้นั้นก็คือการ ‘ถนอมอาหาร’ นั่นเองค่ะ ว่าแล้ววันนี้เราก็มีเทคนิคการถนอมอาหารดี ๆ มาฝากทุกคนกัน อยากรู้แล้วก็ตามไปดูเลย

แชร์เคล็ดลับการถนอมอาหาร ให้สดใหม่ น่ารับประทาน
แชร์เคล็ดลับการถนอมอาหาร ให้สดใหม่ น่ารับประทาน

การตากแห้ง

  • มาเริ่มที่วิธีการถนอมอาหารสุดฮิตอย่างการตากแห้งกันค่ะ ซึ่งวิธีการนี้จะเป็นวิธีที่ไล่ความชื้นและไม่ให้จุลินทรีย์ในอาหารเติบโตจนเกิดการเน่าเสียนั่นเอง โดยอาหารที่สามารถนำมาตากแห้งได้ก็จะมีทั้งเนื้อสัตว์ ผลไม้ และผัก ในส่วนของเนื้อสัตว์ส่วนใหญ่จะนำไปแช่น้ำเกลือก่อนการนำไปตากเพื่อป้องกันการเน่าบูด และช่วยเพิ่มรสชาติที่ดีให้กับอาหาร ผลไม้ก็สามารถหั่นให้เป็นชิ้นแล้วนำไปตากได้เลย แต่ผักในบ้านเรายังไม่ค่อยเห็นทำกันเท่าไหร่นัก แต่จริง ๆ แล้วมันสามารถนำไปตากแห้งได้เช่นกันนะคะ (เพิ่มความหวานได้ด้วย)

การเชื่อม

  • เมนูเชื่อมคงจะเป็นเมนูสุดโปรดของหลาย ๆ บ้านแน่นอน ซึ่งวิธีนี้แน่นอนเลยว่าต้องใช้น้ำตาลเป็นตัวป้องกันอาหารไม่ให้เน่าเสีย โดยจะสามารถแบ่งวิธีการเชื่อมได้ 3 แบบ คือ การเชื่อมธรรมดา, การแช่อิ่ม และการฉาบนั่นเอง

การทำแยม

  • วิธีการนี้จะช่วยให้คุณหมดความกังวลเรื่องอาหารเช้าไปได้เลย เพราะการทำแยมจะช่วยให้คุณเพิ่มรสชาติที่ดีให้กับแซนวิซและขนมปังยามเช้าได้ วิธีการทำก็แสนง่ายเพียงแค่เลือกผลไม้ที่ชื่นชอบมาต้มกับน้ำตาลด้วยไฟอ่อน ๆ จากนั้นค่อย ๆ เร่งไฟให้แรงขึ้นทีละน้อย ที่สำคัญคุณจะต้องคนอย่างสม่ำเสมอเพื่อไม่ให้แยมไหม้ เมื่อเหนียวได้ที่แล้วก็ตักใส่ขวดโหลแบบมีฝาปิด เท่านี้ก็มีแยมอร่อย ๆ ไว้กินแล้วค่ะ
แชร์เคล็ดลับการถนอมอาหาร ให้สดใหม่ น่ารับประทาน
แชร์เคล็ดลับการถนอมอาหาร ให้สดใหม่ น่ารับประทาน

การรมควันอาหาร

  • สำหรับวิธีการนี้จะใช้ความร้อนเข้าช่วยคล้าย ๆ กับการตากแห้ง แต่เปลี่ยนจากแสงอาทิตย์มาเป็นการสุมด้วยไฟแทน(ไม่ได้ทำให้สุก 100%) เอกลักษณ์ของการรมควันคืออาหารจะมีกลิ่นที่หอมสุด ๆ แถมรสชาติยังดี๊ดีอีกด้วยนะคะ

การแช่แข็ง

  • วิธีสุดฮิตอย่างการแช่แข็งนี่แหละที่ช่วยให้อาหารของเราสดใหม่อยู่ตลอดเวลา โดยวิธีนี้จะนิยมใช้กับเนื้อสัตว์ แป้งสำเร็จรูป และผลไม้แช่แข็งต่าง ๆ แต่ขอแนะนำหน่อยนะคะว่าการแช่แข็งที่ดีควรแช่เนื้อสัตว์แยกกับอาหารประเภทอื่น ๆ เพื่อสุขอนามัยที่ดีของคุณเอง

ข้อมูลจาก : Siamhouse

ไขข้อข้องใจ! สรุปราคาวัคซีนที่แต่ละประเทศต้องจ่าย เท่าไหร่บ้าง?

ค่าวัคซีนแต่ละประเทศกี่บาท – สั่งซื้อกันเท่าไหร่?

ในขณะนี้ทั่วโลกกำลังเผชิญกับปัญหาการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือ โควิด-19 กันอยู่ ซึ่งถึงแม้ว่าจะยังไม่มียาที่จะสามารถช่วยยับยั้งโรคนี้ได้ แต่ในขณะนี้หลาย ๆ ประเทศก็ได้มีการผลิตวัคซีนที่จะเข้ามาช่วยสร้างภูมิคุ้มกันที่ดีให้กับร่างกายของคน แต่ทั้งนี้ก็ต้องอาศัยระยะเวลาในการสร้างภูมิคุ้มกัน และผู้รับวัคซีนทุกคนก็ยังคงต้องสวมหน้ากากอนามัย รวมไปถึงปฏิบัติตามมาตรการต่าง ๆ อย่างเคร่งครัดจึงจะทำให้วัคซีนได้ผลลัพธ์ที่ดี

ซึ่งในขณะนี้หลาย ๆ ประเทศก็กำลังพยายามเร่งฉีดวัคซีนให้กับคนในประเทศให้ได้มากที่สุด เพื่อหวังให้คุณในประเทศได้ห่างไกลจากโรคร้าย โดยรอยเตอร์สก็ได้มีสรุปราคาค่าวัคซีนที่แต่ละประเทศต้องจ่าย

AstraZeneca : ราคา – จำนวน ที่แต่ละประเทศต้องจ่ายเงินสั่งซื้อ

  • สหราชอาณาจักร : ราคาประมาณ 3 เหรียญสหรัฐต่อโดส (สั่งซื้อจำนวน 100 ล้านโดส)
  • สหภาพยุโรป : ราคาประมาณ 3.5 เหรียญสหรัฐต่อโดส (สั่งซื้อจำนวน 300 ล้านโดส)
  • อินเดีย : ราคาประมาณ 2.03 ถึง 7.95 เหรียญสหรัฐต่อโดส (สั่งซื้อจำนวน 210 ล้านโดส)
  • แอฟริกาใต้ : ราคาประมาณ 5.25 เหรียญสหรัฐต่อโดส (สั่งซื้อจำนวน 1.5 ล้านโดส)
  • สหภาพแอฟริกา : ราคาประมาณ 3 เหรียญสหรัฐต่อโดส (สั่งซื้อจำนวน 100 ล้านโดส)
ค่าวัคซีนแต่ละประเทศกี่บาท - สั่งซื้อกันเท่าไหร่?
ค่าวัคซีนแต่ละประเทศกี่บาท – สั่งซื้อกันเท่าไหร่?

Bharat Biotech : ราคา – จำนวน ที่แต่ละประเทศต้องจ่ายเงินสั่งซื้อ

  • อินเดีย : ราคาประมาณ 2.03 ถึง 16.20 เหรียญสหรัฐต่อโดส (สั่งซื้อจำนวน 70 ล้านโดส)
  • บราซิล : ราคาประมาณ 294.30 ล้านเหรียญสหรัฐ (ต่อการสั่งซื้อจำนวน 20 ล้านโดส)
  • ประเทศอื่น ๆ : ราคาประมาณ 15 ถึง 20 เหรียญสหรัฐต่อโดส

CanSino : ราคา – จำนวน ที่แต่ละประเทศต้องจ่ายเงินสั่งซื้อ

  • ปากีสถาน : ราคาประมาณ 27.15 เหรียญสหรัฐต่อโดส (สั่งซื้อจำนวน 60,000 โดส)

Johnson & Johnson : ราคา – จำนวน ที่แต่ละประเทศต้องจ่ายเงินสั่งซื้อ

  • สหรัฐ : ราคาประมาณ 14.50 เหรียญสหรัฐต่อโดส (สั่งซื้อจำนวน 100 ล้านโดส)
  • สหภาพแอฟริกา : ราคาประมาณ 10 เหรียญสหรัฐต่อโดส (สั่งซื้อจำนวน 400 ล้านโดส)

Moderna : ราคา – จำนวน ที่แต่ละประเทศต้องจ่ายเงินสั่งซื้อ

  • สหรัฐ : ราคาประมาณ 15.40 เหรียญสหรัฐต่อโดส (สั่งซื้อจำนวน 300 ล้านโดส)
  • ประเทศอื่น ๆ : ราคาประมาณ 22 ถึง 37 เหรียญสหรัฐต่อโดส

Pfizer : ราคา – จำนวน ที่แต่ละประเทศต้องจ่ายเงินสั่งซื้อ

  • สหรัฐ : ราคาประมาณ 19.50 เหรียญสหรัฐต่อโดส (สั่งซื้อจำนวน 300 ล้านโดส)
  • สหภาพยุโรป : ราคาประมาณ 18.69 ถึง 23.52 เหรียญสหรัฐต่อโดส (สั่งซื้อจำนวน 600 ล้านโดส)
  • สหราชอาณาจักร : ราคาประมาณ 20.86 เหรียญสหรัฐต่อโดส
  • สหภาพแอฟริกา : ราคาประมาณ 6.75 เหรียญสหรัฐต่อโดส (สั่งซื้อ 50 ล้านโดส)
ค่าวัคซีนแต่ละประเทศกี่บาท - สั่งซื้อกันเท่าไหร่?
ค่าวัคซีนแต่ละประเทศกี่บาท – สั่งซื้อกันเท่าไหร่?

Sputnik V : ราคา – จำนวน ที่แต่ละประเทศต้องจ่ายเงินสั่งซื้อ

  • รัสเซีย : ราคาไม่ถึง 10 เหรียญสหรัฐต่อโดส
  • ปากีสถาน : ราคา ประมาณ 54.30 เหรียญสหรัฐต่อ 2 โดส
  • ฮังการี : ราคาประมาณ 9.95 เหรียญสหรัฐต่อโดส (สั่งซื้อจำนวน 2 ล้านโดส)

Sinopharm : ราคา – จำนวน ที่แต่ละประเทศต้องจ่ายเงินสั่งซื้อ

  • ฮังการี : ราคาประมาณ 37.5 เหรียญสหรัฐต่อโดส (สั่งซื้อ 5 ล้านโดส)
  • เซเนกัล : ราคาประมาณ 19 เหรียญสหรัฐต่อโดส (สั่งซื้อ 2 แสนโดส)

Sinovac : ราคา – จำนวน ที่แต่ละประเทศต้องจ่ายเงินสั่งซื้อ

  • บราซิล : ราคาประมาณ 10.30 เหรียญสหรัฐต่อโดส

ข้อมูลจาก : Posttoday

เปิด 6 เหตุผลลัพธ์ที่ทำให้คุณรู้สึกเหนื่อยตลอดเวลา

ร่างกายรู้สึกอ่อนเพลียระหว่างวัน เกิดจากอะไร ?

ทุกคนเคยเป็นเหมือนกันไหมคะ ว่าต่อให้นอนเต็มที่หรืออัดกาแฟระหว่างวันแบบแน่น ๆ เท่าไหน แต่ร่างกายของเราก็ยังรู้สึกอ่อนเพลีย ไม่มีแรง และเหนื่อยอยู่ตลอดเวลา ซึ่งหากใครที่มีอาการนี้อยู่บอกเลยว่าปล่อยไว้คงไม่ดีแน่ เพราะอาการเพลียมักนำไปสู่เรื่องแย่ ๆ อาทิ เบลอจนขับรถชน เดินชนขอบโต๊ะ ทำงานไม่ได้ตามที่ต้องการ และอื่น ๆ อีกมากมาย ดังนั้นวันนี้เราจึงมีเหตุผลลัพธ์ที่ทำให้คุณรู้สึกเหนื่อยตลอดเวลามาฝากกันค่ะ

ไม่ออกกำลังกาย

  • ลองให้ร่างกายได้ขยับบ้างสักอาทิตย์ละ 3 วัน วันละ 30 นาที เท่านี้ก็จะทำให้ร่างกายของเราได้รู้สึกสดชื่น กระปรี้กระเปร่า ที่สำคัญการออกกำลังกายยังช่วยให้เราหลับลึกกว่าปกติอีกด้วย แต่ทั้งนี้ก็ควรหลีกเลี่ยงการออกกำลังกายก่อนเข้านอนนะคะ เพราะการที่ร่างกายตื่นตัวหลังออกกำลังกาย อาจส่งผลให้คุณนอนไม่หลับได้เช่นกัน
เปิด 6 เหตุผลลัพธ์ที่ทำให้คุณรู้สึกเหนื่อยตลอดเวลา
เปิด 6 เหตุผลลัพธ์ที่ทำให้คุณรู้สึกเหนื่อยตลอดเวลา

ไม่กินอาหารเช้า

  • มื้อเช้าเป็นมื้อที่สำคัญ หลาย ๆ คนคงได้ยินประโยคนี้อยู่บ่อย ๆ แต่ก็มีน้อยคนนักที่จะทำตาม ซึ่งมื้อเช้าถือเป็นแหล่งพลังงานที่สำคัญ เพราะเราใช้พลังงานในช่วงกลางคืนไปจนหมดแล้ว เช้ามาก็ควรได้รับอาหารเติมพลังงานเข้าไปนั่นเองค่ะ

ดื่มน้ำไม่เพียงพอ

  • ในหนึ่งวันร่างกายของคนเราต้องการน้ำเป็นจำนวนมาก เพราะหากเราทำให้ร่างกายของเราขาดน้ำก็จะส่งผลทำให้เลือดไหลเวียนช้าลงและมีความเข้มข้นมากขึ้น จนเป็นสาเหตุให้ร่างกายเกิดอาการอ่อนเพลียจากการไหลเวียนของเลือดที่กระจายตัวได้ไม่เต็มที่นั่นเอง

ร่างกายได้รับธาตุเหล็กน้อยเกินไป

  • อาหารจำพวกธาตุเหล็ก อาทิ ไข่แดง, ข้าวโอ๊ต, หน่อไม้ฝรั่ง, เห็ดฟาง, ใบแมงลัก ฯลฯ จะมีส่วนช่วยทำให้ร่างกายของเราโฟกัสสิ่งใดสิ่งหนึ่งได้เป็นเวลานาน ลดอาการอ่อนเพลีย และยังช่วยให้คิดจดจำสิ่งต่าง ๆ ได้ดีขึ้นอีกด้วย
เปิด 6 เหตุผลลัพธ์ที่ทำให้คุณรู้สึกเหนื่อยตลอดเวลา
เปิด 6 เหตุผลลัพธ์ที่ทำให้คุณรู้สึกเหนื่อยตลอดเวลา

 ดื่มแอลกอฮอล์ก่อนนอน

  • ดูเหมือนแอลกอฮอล์จะเป็นตัวช่วยที่ดีที่ทำให้คุณหลับลึกขึ้น แต่จริง ๆ แล้วการดื่มแอลกอฮอล์จะส่งผลทำให้อะดรีนาลีนในร่างกายสูบฉีดเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ทั้งยังทำให้การทำงานของระบบประสาทส่วนกลางลดลงอีกด้วย ทางที่ดีหลีกเลี่ยงการดื่มแอลกอฮอล์ก่อนเข้านอนสัก 3 – 4 ชั่วโมง จะดีกว่านะคะ

การนอนดึก

  • แน่นอนเลยว่าปัจจัยนี้ส่งผลโดยตรงกับความเหนื่อย และความอ่อนเพลียระหว่างวัน โดยทางแก้คือคุณต้องปรับเวลานอนให้เร็วขึ้น ถ้าให้ดีต้องนอนก่อน 4 ทุ่ม และตื่นอีกครั้งในเวลา 05.00 – 06.00 น. โดยระยะเวลาตั้งแต่ 4 ทุ่ม ถึงตี 2 จะเป็นช่วงเวลาที่โกรทฮอร์โมนหลั่งได้ดี และส่งผลให้ร่างกายรู้สึกสดชื่นนั่นเอง แอบกระซิบหน่อยว่าการนอนนานเกินไปก็ทำให้ร่างกายเพลียได้เช่นกัน ดังนั้นควรนอนประมาณ 6 – 8 ชั่งโมงจะดีที่สุด

ทีนี้คงทราบกันแล้วนะคะว่าทำไม๊ทำไมช่วงระหว่างวันถึงได้เพลียซะเหลือเกิน หากใครที่ทำพฤติกรรมเหล่านี้อยู่ก็จำเป็นจะต้องปรับแก้ไปเรื่อย ๆ รับรองว่าหากทำได้ร่างกายของคุณจะต้องรู้สึกเฟรชและตื่นตัวพร้อมสู้กับวันใหม่ได้แน่นอน

ข้อมูลจาก : True ID

เทคนิคสัมภาษณ์งานครั้งแรก สำหรับนิสิต – นักศึกษาจบใหม่

สัมภาษณ์งานครั้งแรกยังไง ให้ผ่านฉลุย?

เชื่อได้เลยค่ะว่าใครที่เพิ่งเรียนจบใหม่ขั้นตอนที่ตื่นเต้นที่สุดคงหนีไม่พ้น ‘การสัมภาษณ์งาน’ อย่างแน่นอน ซึ่งขั้นตอนนี้นับว่าเป็นขั้นตอนของการวัดใจเลยก็ว่าได้ และน้อง ๆ หลายคนก็อาจจะยังไม่รู้ว่าต้องทำอะไร อะไรควรทำ อะไรที่ไม่ควรทำ พูดยังไงให้ได้งาน ซึ่งการสัมภาษณ์งานนั้นนอกจากผู้สัมภาษณ์ต้องการทราบถึงความสามารถของคุณแล้ว ผู้สัมภาษณ์ยังต้องการทราบถึงความคิด ความอ่าน และทัศนคติในเรื่องต่าง ๆ ของคุณผ่านการตอบคำถามอีกด้วย ดังนั้นวันนี้เราจึงมีเทคนิคดี ๆ ที่จะช่วยให้การสัมภาษณ์งานของคุณเป็นเรื่องง่ายมาฝากกันค่ะ

แนะนำตัวแบบคร่าว ๆ

  • ส่วนใหญ่แล้วผู้สัมภาษณ์มักเริ่มต้นด้วยคำถามนี้ ซึ่งข้อนี้คุณไม่ต้องสงสัยเลยนะว่าทำไมผู้สัมภาษณ์ไม่อ่านตามใบสมัครของคุณ นั่นก็เป็นเพราะว่าเขาต้องการให้คุณได้ผ่อนคลายและเพื่อเป็นการละลายพฤติกรรมก่อนที่จะถามคำถามต่อไปนั่นเองค่ะ แต่อย่าเล่าเรื่องส่วนตัวแบบเจาะลึกเกินไปล่ะ สัก 2 – 3 นาทีก็เพียงพอแล้ว
สัมภาษณ์งานครั้งแรกยังไง ให้ผ่านฉลุย?
สัมภาษณ์งานครั้งแรกยังไง ให้ผ่านฉลุย?

ทำไมถึงเลือกงานตำแหน่งนี้

  • ในข้อนี้คุณก็สามารถตอบไปได้ตามความจริง อาทิ ต้องการทำงานให้ตรงกับสายที่เรียนจบมา หรือเป็นงานที่เป็นความใฝ่ฝันที่อยากจะทำมาตลอด แต่หากในกรณีที่คุณจบมาไม่ตรงสายคุณอาจจะตอบไปว่าคุณสนใจงานประเภทนี้เอามาก ๆ ถึงแม้ว่าจะไม่ตรงสายเท่าไหร่ แต่คุณก็สามารถพลิกบทบาทการทำงานได้อย่างแน่นอน (มั่นใจเข้าไว้)

พื้นฐานคอมพิวเตอร์ หรือภาษาอังกฤษ

  • หากคุณมีพื้นฐานครบทั้ง 2 อย่างคุณอาจกำลังเป็นตัวเลือกที่ดีของบริษัท แต่หากพื้นฐานของคุณยังไม่แน่นคุณก็อย่าไปกังวล คุณควรจะตอบไปว่าคุณจะพยายามไปเรียนรู้เพิ่มเติม เพราะรู้ดีว่าทักษะเหล่านี้เป็นสิ่งที่มีประโยชน์ต่อการทำงาน
  • ไม่เคยมีประสบการณ์ทำงานมาก่อน จะทำงานได้หรือไม่?
    ข้อนี้คุณอย่าอ้างเด็ดขาดเชียวล่ะว่าเป็นเด็กจบใหม่เลยยังไม่มีประสบการณ์ ซึ่งในข้อนี้คุณสามารถหยิบยกประสบการณ์การทำงานในช่วงเวลาที่เรียนมาได้ อาทิ หากคุณเรียนจบนิเทศศาสตร์มาคุณก็อาจจะบอกในช่วงนั้นได้ไปมีการไปออกกอง ไปถ่ายงาน เคยกำกับภาพยนตร์นักศึกษา หรือร่วมแสดงมาก่อน หรือในช่วงที่ไปฝึกงานก็เคยไปฝึกที่บริษัทที่ผลิตสื่อบันเทิงโดยตรง เป็นต้น
สัมภาษณ์งานครั้งแรกยังไง ให้ผ่านฉลุย?
สัมภาษณ์งานครั้งแรกยังไง ให้ผ่านฉลุย?

คุณรู้จักบริษัทเราดีแค่ไหน?

  • ข้อนี้ถือเป็นไม้ตายของหลาย ๆ บริษัท ซึ่งเจ้าของหรือผู้สัมภาษณ์คงจะต้องการพนักงานที่เข้าใจเป้าหมายและวัตถุประสงค์ของบริษัทมาร่วมงานด้วยอย่างแน่นอน ซึ่งก่อนการไปสัมภาษณ์ทุกครั้งคุณจำเป็นต้องศึกษารายละเอียดเนื้องานของบริษัทว่าทำเกี่ยวกับอะไร รูปแบบการทำงานไปทางไหน ซึ่งหากคุณตอบได้ตรงใจคุณมีโอกาสได้ไปต่ออย่างแน่นอน

มีอะไรจะถามเพิ่มเติมไหม?

  • ในข้อนี้ห้ามตอบว่าไม่มีเด็ดขาด เพราะเขาได้เปิดโอกาสให้คุณถามสิ่งต่าง ๆ แล้ว ในข้อนี้คุณอาจจะถามในเชิงที่ว่าหากคุณได้ลงตำแหน่งนี้คุณต้องทำเกี่ยวกับอะไรบ้าง มีวันหยุดกี่วัน มีสวัสดิการให้หรือไม่ หรืออัตราการเพิ่มเงินเดือนเป็นอย่างไร ในตอนนี้คือปล่อยฟรีคุณสามารถถามได้ทุกอย่างที่สงสัย เผื่อในอนาคตจะได้ไม่มีข้อผิดพลาดค่ะ

ข้อมูลจาก : JobsDB

ยืดอายุแบตเตอรี่มือถือทำอย่างไร เคล็ดลับง่าย ๆ ใช้งานได้นานขึ้น

แชร์ทริคง่าย ๆ ช่วยให้แบตเตอรี่มือถือไม่เสื่อม

โทรศัพท์มือถือ หรือสมาร์ทโฟน เป็นเทคโนโลยีที่ถูกพัฒนาอยู่ตลอดเวลา แต่เดิมเราจะใช้มือถือแค่การโทรเข้า โทรออก หรือรับส่งข้อความเท่า แต่เมื่อยุคสมัยเปลี่ยนไปมือถือกลับเป็นตัวกลางสำคัญที่สามารถใช้ฟังก์ชั่นต่าง ๆ ได้ทุกรูปแบบ แต่ยิ่งมือถือมีฟังก์ชั่นการทำงานที่จัดเต็มเท่าไหร่ เรื่องราคาก็บอกเลยว่าจัดเต็มมากขึ้นเท่านั้น

แบตเตอรี่มือถือ ก็เป็นอีกหนึ่งองค์ประกอบสำคัญที่ช่วยให้มือถือทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ดังนั้นการดูแลรักษาแบตเตอรี่จึงเป็นสิ่งสำคัญที่คุณห้ามมองข้ามเด็ดขาด วันนี้เราจึงมีเคล็ดลับดี ๆ ในการยืดอายุการใช้งานของแบตเตอรี่มือถือมาฝากกัน รับรองว่ามือถือสุดรักจะไม่ทำให้คุณสิ้นเปลืองแน่นอน

แชร์ทริคง่าย ๆ ช่วยให้แบตเตอรี่มือถือไม่เสื่อม
แชร์ทริคง่าย ๆ ช่วยให้แบตเตอรี่มือถือไม่เสื่อม

อย่าชาร์จแบตเตอรี่พร้อมกับการใช้งาน

  • พูดง่าย ๆ คืออย่าเล่นไปชาร์จไปนั่นเอง ซึ่งพฤติกรรมของหลาย ๆ คนก็มีทั้งเล่นเกม ดูหนัง ฟังเพลง ฯลฯ ทางที่ดีควรวางมือถือไว้เฉย ๆ แล้วชาร์จจนแบตเตอรี่เต็ม จากนั้นค่อยนำมาเล่น เพราะการเล่นไปชาร์จไปนอกจากจะทำให้แบตเสื่อมเร็วแล้ว ยังเสี่ยงต่อการระเบิดอีกด้วย

อย่าใช้งานจนแบตเตอรี่เป็น 0%

  • หลายคนใช้งานแบบเพลินไปหน่อยจนทำให้มือถือดับไป ซึ่งการทำแบบนี้บ่อย ๆ จะทำให้แบตเสื่อมได้นะคะ ทางที่หากแบตเตอรี่มีปริมาณต่ำกว่า 40 – 50% ก็ควรชาร์จตั้งแต่ตอนนั้นจะดีที่สุด

ไม่ควรชาร์จมือถือทิ้งไว้ข้ามคืน

  • บางคนติดนิสัยชาร์จมือถือก่อนนอนแล้วหลับเพลิน ๆ ยาวไปจนถึงเช้า ซึ่งการทำแบบนี้บอกเลยว่าแบตเตอรี่ของคุณจะยิ่งเสื่อมไวขึ้นมากกว่าพฤติกรรมอื่น ๆ อีกล่ะค่ะ
แชร์ทริคง่าย ๆ ช่วยให้แบตเตอรี่มือถือไม่เสื่อม
แชร์ทริคง่าย ๆ ช่วยให้แบตเตอรี่มือถือไม่เสื่อม

หลีกเลี่ยงการชาร์จแบบไร้สาย

  • เทคโนโลยีไร้สายถือว่าเป็นอีกหนึ่งเทคโนโลยีที่กำลังได้รับความนิยมแบบสุด ๆ ไม่เว้นแม้แต่การชาร์จแบตเตอรี่ก็ยังมีที่ชาร์จแบบไร้สายเข้ามา ซึ่งการชาร์จแบบนี้เหมาะกับการใช้งานแบบนาน ๆ ชาร์จทีเสียมากกว่า เพราะการชาร์จไร้สายจะทำให้ตัวเครื่องมีอุณหภูมิที่สูงกว่าการชาร์จธรรมดานั่นเอง

ไม่วางมือถือไว้ในที่ที่มีอุณหภูมิสูง

  • พฤติกรรมนี้นอกจากจะทำให้แบตเสื่อมไวแล้ว ยังเสี่ยงต่อการระเบิดได้อีกด้วยนะ เพราะอุณหภูมิของมือถือที่สูง บวกกับสภาพอากาศที่ร้อนจัด ก็จะยิ่งทำให้มือถือของคุณร้อนไปใหญ่ ดังนั้นเลี่ยงได้ควรเลี่ยงนะคะ

ใช้อุปกรณ์ชาร์จที่มีคุณภาพ

  • คุณจำเป็นต้องเลือกใช้อุปกรณ์ที่มีคุณภาพ ไม่ว่าจะเป็นสายชาร์จ, หัวชาร์จ หรือ Power Bank เพราะสิ่งเหล่านี้มีความสำคัญมาก ดีไม่ดีเลือกใช้ของถูกที่ไม่ได้คุณภาพจะเสี่ยงต่อชีวิตเอาได้นะ

ใครที่กำลังทำพฤติกรรมที่เสี่ยงต่อการทำให้อายุของแบตเตอรี่มือถือสั้นลงอยู่ล่ะก็ ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเสียใหม่ หากปรับเปลี่ยนได้รับรองว่ามือถือของคุณจะไม่ดื้อไม่ซนเลยล่ะค่ะ

ข้อมูลจาก : Sanook

วิธีทำความสะอาดเครื่องซักผ้าฝาหน้า ทำเองได้ ไม่ต้องง้อช่าง

ทำความสะอาดเครื่องซักผ้าฝาหน้าด้วยตัวเอง ไม่ยากอย่างที่คิด!

‘เครื่องซักผ้า’ เป็นเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ต้องรับหน้าที่ในการทำความสะอาดผ้า โดยตัวเลือกของเครื่องซักผ้าจะมี 2 ประเภท ได้แก่ เครื่องซักผ้าฝาหน้า และเครื่องซักผ้าฝาบน และแน่นอนเลยว่าเมื่อเครื่องซักผ้าต้องรองรับสิ่งสกปรกบนเสื้อผ้า รวมไปถึงคราบน้ำยาซักผ้าและน้ำยาปรับผ้านุ่มก็มักจะกระจัดกระจายอยู่เต็มเครื่องซักผ้าจนเกิดเป็นคราบเหนียวขึ้นมา และเมื่อคุณปล่อยเอาไว้บริเวณถังซักก็จะสามารถเกิดเป็นเชื้อราได้ มิหนำซ้ำยังส่งผลต่อเสื้อผ้าชิ้นโปรดของคุณได้ด้วย ดังนั้นการทำความสะอาดถังซักผ้าจึงเป็นเรื่องที่มีความจำเป็น วันนี้เราจึงขอนำเสนอเคล็ดลับดี ๆ ที่จะช่วยให้เครื่องซักผ้าฝาหน้าของคุณขาววิ๊ง เนียนกริ๊บ ในแบบฉบับที่ทำได้เองไม่ต้องง้อช่างเลยจ้า

ทำความสะอาดบริเวณด้านนอก

  • บริเวณนอกเครื่องซักผ้าเป็นจุดที่เมื่อมีรอยต่าง ๆ เกิดขึ้นก็จะมักจะสังเกตเห็นได้ง่าย โดยคราบส่วนใหญ่ก็จะมาจากน้ำที่กระเด็นออกนอกถังซัก คราบน้ำยาทำความสะอาดผ้า รวมไปถึงคราบฝุ่นต่าง ๆ ที่มาเกาะอยู่ วิธีการทำความสะอาด มีดังนี้
  1. ใช้ผ้าสะอาดชุบน้ำอุ่นที่ผสมกับน้ำยาทำความสะอาดให้พอหมาด ๆ จากนั้นนำไปเช็ดตรงบริเวณนอกเครื่องซักผ้า แต่หากเป็นรอยเปื้อนแบบธรรมดาก็สามารถใช้ผ้าชุบน้ำธรรมดาเช็ดได้ทันที
  2. ทริคสำคัญในการดูแลความสะอาดภายนอกของเครื่องซักผ้า คือคุณต้องหมั่นปัด กวาด เช็ด ถูบริเวณโดยรอบบ่อย ๆ เพื่อไม่ให้เครื่องซักผ้าเกิดเป็นรอยเปื้อนที่ฝังลึก
วิธีทำความสะอาดเครื่องซักผ้าฝาหน้าด้วยตัวเอง
วิธีทำความสะอาดเครื่องซักผ้าฝาหน้าด้วยตัวเอง

ทำความสะอาดตัวเครื่องด้านใน

  • ตามพื้นที่ส่วนเล็ก ๆ อย่างขอบยางเครื่องซักผ้า หรือลิ้นชักใส่น้ำยาปรับผ้านุ่มและผงซักฟอกก็มักจะเจอกับปัญหาครบสกปรกต่าง ๆ ได้เช่นกัน โดยทริคง่าย ๆ เพียงแค่คุณใช้แปรงสีฟันขนนุ่มชุบกับน้ำอุ่น จากนั้นก็นำไปขัดตรงบริเวณขอบยางและลิ้นชัก เพียงเท่านี้คราบสะสมของผงซักฟอก น้ำยาปรับนุ่ม และเหงื่อไคลก็หายวับไปแล้วค่ะ

ทำความสะอาดตัวกรองระบายน้ำทิ้ง

  • เครื่องซักผ้าฝาหน้าบางรุ่นจะมาพร้อมกับตัวกรองระบายน้ำทิ้ง ซึ่งจะเป็นจุดที่มีเศษผม รวมไปถึงเศษสกปรกอื่น ๆ ไหลมารวมตัวกันอยู่ ดังนั้นคุณจำเป็นจะต้องถอดตัวกรองออกมาล้างเพื่อไม่ให้มันไหลย้อนกลับไปยังจุดเดิม
  1. หมุนตัวกรองออก จากนั้นนำเศษผม เศษขยะ ฯลฯ ออกจากตัวกรองปั๊ม
  2. ล้างทำความสะอาดด้วยน้ำธรรมดา
  3. หมุนตัวกรองปั๊มกลับไปที่ตำแหน่งเดิม
วิธีทำความสะอาดเครื่องซักผ้าฝาหน้าด้วยตัวเอง
วิธีทำความสะอาดเครื่องซักผ้าฝาหน้าด้วยตัวเอง

ทำความสะอาดถังภายใน

  • ถังซักแม้จะเป็นจุดที่ดูเหมือนสะอาด แต่จริง ๆ แล้วมันอาจกำลังแอบซ่อนความสกปรกเอาไว้ โดยเครื่องซักผ้าฝาหน้าส่วนใหญ่จะมาพร้อมกับโหมดทำความสะอาดถังซัก โดยก่อนการเริ่มต้นทำงานก็ให้คุณนำเบกกิ้งโซดา หรือผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดถังซักใส่ลงไปก่อน เมื่อเสร็จแล้วให้เปิดฝาถังผึ่งเอาไว้ เพียงเท่านี้มันก็จะช่วยขจัดคราบต่าง ๆ แถมลดกลิ่นอับได้ดีอีกด้วย

โดยการทำความสะอาดเครื่องซักผ้า ควรทำความสะอาดเดือนละครั้ง หรือหากใครที่ไม่ค่อยมีเวลาก็อนุโลมให้ได้ แต่ก็ไม่ควร 3 เดือน เพราะหากเรายิ่งปล่อยไว้นานเท่าไหร่ แบคทีเรียและคราบสกปรกต่าง ๆ ก็จะยิ่งเพิ่มมากขึ้นเท่านั้น

เครื่องซักผ้าฝาหน้ารุ่นไหนดี ?


เครื่องซักผ้าฝาหน้า LG รุ่น F2515STGV.AESPETH

  • เครื่องซักผ้าฝาหน้า 15 กิโล ที่มาพร้อมกับระบบอัจฉริยะ ถนอมผ้ามากขึ้น สะอาด และรวดเร็วมากขึ้น นอกจากนี้ยังมีเทคโนโลยี AI DD™ ที่ช่วยชั่งน้ำหนักของผ้า ตรวจสอบชนิดผ้า และเลือกหมุนปั่นผ้าให้มีความมีเหมาะสมมากที่สุด
เครื่องซักผ้าฝาหน้า LG รุ่น F2515STGV.AESPETH ขนาด 15 Kg.
เครื่องซักผ้าฝาหน้า LG รุ่น F2515STGV.AESPETH ขนาด 15 Kg.

เครื่องซักผ้าฝาหน้า Electrolux รุ่น EWF8025CQWA

  • เครื่องซักผ้าขนาด 8 กิโลกรัม ที่ช่วยให้คุณหมดปัญหาเรื่องผ้าพันและผ้ายับได้มากถึง 22% มอเตอร์ Inverter ทนทาน ไร้เสียงรบกวน มาพร้อมกับประตูขนาด 3XL ที่ช่วยให้การนำเข้า – ออกเสื้อผ้าง่ายยิ่งขึ้น มี VapourCare ที่เป็นสเปรย์ไอน้ำอุณหภูมิ 40 องศานุ่ม ๆ พ่นหลังการซักเพื่อกำจัดเชื้อโรคและสารที่อาจก่อให้เกิดอาการภูมิแพ้
เครื่องซักผ้าฝาหน้า Electrolux รุ่น EWF8025CQWA ขนาด 8 Kg.
เครื่องซักผ้าฝาหน้า Electrolux รุ่น EWF8025CQWA ขนาด 8 Kg.

เครื่องซักผ้าฝาหน้า SAMSUNG รุ่น WW10T634DLE/ST

  • สำหรับรุ่นนี้นอกจากจะมีโหมดถนอมผ้าและซักผ้าได้อย่างสะอาดล้ำลึกแล้ว ยังมีความสามารถในการขจัดแบคทีเรียบนเสื้อผ้าได้มากถึง 99.9% มาพร้อมกับเทคโนโลยี Eco Bubble™ ที่จะเปลี่ยนน้ำยาซักผ้าให้เป็นฟองเพื่อทำความสะอาดและช่วยให้สีบนเสื้อผ้าชัดเหมือนเดิม
เครื่องซักผ้าฝาหน้า SAMSUNG รุ่น WW10T634DLE/ST ช่วยลดแบคทีเรียบนผ้า
เครื่องซักผ้าฝาหน้า SAMSUNG รุ่น WW10T634DLE/ST ช่วยลดแบคทีเรียบนผ้า

และหากใครที่กำลังลังเลว่าเครื่องซักผ้าฝาหน้า ดีไหม ? บอกเลยว่าไม่ต้องลังเล เพราะเครื่องซักผ้าประเภทนี้นอกจากจะทำความสะอาดได้ง่ายแล้ว พลังในการซักยังดีมาก ๆ อีกด้วยค่ะ

ทำไมต้องทำประกันสุขภาพ สำคัญแค่ไหนในปัจจุบัน ?

เปิดเหตุผล! ทำไมคุณควรทำประกันสุขภาพ ?

ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าทุกวันนี้หลายสิ่งหลายอย่างรอบ ๆ ตัวเราเริ่มส่งผลกระทบร้ายแรงต่อสุขภาพ ไม่ว่าจะเป็นการใช้ชีวิต อาหารการกิน ฝุ่นควัน มลภาวะ หรือแบคทีเรียต่าง ๆ ล้วนแล้วเป็นปัจจัยที่ทำให้สุขภาพร่างกายของเราแย่ลงได้ทั้งสิ้น

แต่ถึงอย่างไรหลายคนก็ยังละเลยที่จะศึกษาเรื่องการทำประกันสุขภาพเอาไว้ เพราะคิดว่าหากเราดูแลตัวเองดี ๆ ก็คงจะไม่มีความเสี่ยงเท่าไหร่นัก แต่ทุกคนอย่าลืมไปว่าคนเราไม่สามารถที่จะรู้อนาคตของตัวเองได้ หากวันหนึ่งคุณมีปัญหาสุขภาพและเป็นโรคร้ายแรงขึ้นมา เมื่อถึงเวลานั้นคุณก็จะไม่มีเงินก้อนเพียงพอที่จะมาสำรองจ่ายค่ารักษาพยาบาล ค่ายา ค่าห้องพัก ทั้งยังไม่ได้รับเงินชดเชยในกรณีที่ต้องพักรักษาตัวอีกด้วย ดังนั้นยอมเสียเบี้ยประกันสะสมไปตั้งแต่ตอนนี้ ดีกว่าเป็นภาระก้อนโตในอนาคตจะดีกว่านะคะ และวันนี้เราจึงมีเหตุผลดี ๆ ว่าทำไมคุณจึงควรทำ ‘ประกันสุขภาพ’ เอาไว้ มาฝากกันค่ะ

ประกันสุขภาพสำคัญอย่างไร ทำไมควรมี ?
ประกันสุขภาพสำคัญอย่างไร ทำไมควรมี ?

ค่ารักษาพยาบาลแพงขึ้นทุกปี

  • ในกรณีที่คุณอาจเจ็บป่วยแบบฉุกเฉินหรือป่วยด้วยโรคร้ายแรง ที่ต้องใช้ระยะเวลารักษาที่ยาวนาน การทำประกันสุขภาพก็จะช่วยคุณดูแลในเรื่องของค่าใช้ต่าง ๆ ทั้งยังช่วยลดภาระของค่าใช้จ่ายที่เพิ่มสูงขึ้นทุกปี ทั้งค่าห้อง ค่ายา ค่ารักษา ไปจนถึงค่าใช้จ่ายที่จำเป็น

ป้องกันอาการเจ็บป่วยเล็กน้อยที่อาจส่งผลสู่โรคร้ายแรง

  • คนส่วนใหญ่ที่ไม่ได้ทำประกันสุขภาพเอาไว้ มักจะหลีกเลี่ยงการไปหาหมอเมื่อมีอาการเจ็บป่วยเพียงเล็กน้อย เพราะคิดว่าการไปพบแพทย์จะต้องมีค่ารักษาที่สูง (ในกรณีที่ไม่มีบัตรหรือสิทธิ์รักษา) และลงท้ายด้วยการหายามารับประทานเอง ซึ่งแน่นอนเลยว่าเมื่อไม่ได้รับการรักษาอย่างถูกวิธีก็มักจะนำไปสู่การเจ็บป่วยด้วยโรคที่ร้ายแรงได้เช่นกัน ดังนั้นการมีประกันสุขภาพจะช่วยให้คุณกล้าที่จะเข้ารับการรักษาแบบไม่ต้องกังวลเรื่องค่าใช้จ่าย
เปิดเหตุผล! ทำไมคุณควรทำประกันสุขภาพ ?
เปิดเหตุผล! ทำไมคุณควรทำประกันสุขภาพ ?

ไม่ต้องเป็นห่วงคนข้างหลัง

  • หลายคนที่ทำหน้าที่หัวหน้าครอบครัวและเป็นเสาหลักในการหารายได้ให้กับครอบครัว จะต้องมีความกังวลว่าหากวันหนึ่งเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันขึ้นแล้วครอบครัวจะลำบาก ซึ่งการเลือกทำประกันเอาไว้ก็จะช่วยให้คุณอุ่นใจได้ว่าหากในอนาคตเกิดเหตุการณ์นั้นขึ้นจริง ๆ สามี ภรรยา หรือลูก ๆ ของคุณก็จะมีเงินก้อนไว้ใช้จ่ายอย่างแน่นอน

มีที่ปรึกษาด้านสุขภาพ

  • ในบางบริษัทประกันที่ให้บริการเกี่ยวกับประกันสุขภาพ ส่วนใหญ่มักจะมีทีมแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญคอยให้คำแนะนำต่าง ๆ กับลูกค้าเสมอ ซึ่งนอกจากจะเข้ามาช่วยดูแลในเรื่องของการรักษาพยาบาลแล้ว ยังช่วยให้ข้อมูลและเสริมด้วยความรู้ทางการแพทย์ให้คุณได้อีกด้วย

หากเลือกได้เราก็คงเลือกป่วยเป็นโรคที่รักษาง่าย ค่าใช้จ่ายไม่แพง หรือเลือกที่จะไม่ป่วยเลยจะดีเสียกว่า จะได้หมดห่วงเรื่องค่ารักษาพยาบาล แต่แน่นอนเลยว่าเรื่องของโรคภัยไข้เจ็บเป็นสิ่งที่เราหลีกเลี่ยงไม่ได้ ดังนั้นการเลือกทำประกันสุขภาพ หรือประกันประเภทอื่น ๆ ให้เข้ากับไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตก็ถือเป็นสิ่งจำเป็นที่คุณไม่ควรมองข้าม นอกจากนี้การเลือกซื้อแพ็กเกจตรวจสุขภาพประจำปี ก็ถือเป็นอีกตัวเลือกที่จะช่วยให้คุณอุ่นใจ และหากมีโรคร้ายใด ๆ เกิดขึ้นก็ยังช่วยให้คุณรักษาได้ไวขึ้นอีกด้วยนะคะ

Sex Toys ยังผิดกฎหมายในไทยจริงหรือ? แต่ขายกันเกลื่อนเมือง

ในขณะที่กฎหมายไทยยังคงเป็นแบบ Conservative หรือเป็นการรักษาวัฒนธรรมอันดีของประเทศของเรานั้น แต่ในจังหวะเดียวกันกับธุรกิจจำหน่ายของเล่นผู้ใหญ่ อย่าง Sex Toys ยังคงมีขายกันเกลื่อนเมือง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การลักลอบกระทำ เช่นเดียวกันกับ เว็บบาคาร่า, เว็บไซด์ไลน์ และ บุหรี่ไฟฟ้า

ทางการไทยได้ทำการเข้าจับกุมและยึด Sex Toys มากถึง 4000 ชิ้น ในปี 2020 ที่ผ่านมา แต่ผู้ที่ถูกลงโทษจะถูกปรับแค่เพียง 60,000 บาท และ จำคุก 3 ปี ซึ่งกฎหมายลักษณะนี้ อ้างอิงจากหลักของศาสนาพุทธ ซึ่งอาจเป็นเรื่องขัดแย้งอย่างยิ่งกับสถานการณ์ปัจจุบัน

อันที่จริงแล้ว การใช้ Sex Toys เป็นเรื่องส่วนบุคคล ซึ่งได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก แต่ในเมื่อกฎหมายไม่อนุญาตให้จำหน่าย ผู้ที่ได้รับผลประโยชน์ไปเต็มๆก็คือตลาดมืด ที่แอบจำหน่ายกันอย่างเมามันส์

ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีหลักของศาสนาพุทธ เป็นเครื่องตั้งต้นในการพิจารณาคดี และการออกกฎหมายที่เกี่ยวกับการค้ากาม และไม่เปิดการค้าเสรี เมื่อเทียบกันกับประเทศอื่นๆ เช่น สหรัฐอเมริกา แต่ในขณะเดียวกันมีบาร์เหล้า และ อาบ อบ นวด หญิงขายบริการกันเกลื่อนเมือง

ซึ่งผลของการออกกฎหมายลักษณะนี้ ตลาดมืด การค้าขายกันใต้โต๊ะ ยังคงเติบโตต่อไป และผู้จำหน่ายของเล่นผู้ใหญ่ถูกจำกัดอยู่นอกวงการ ซึ่งอาจมีผลทำให้ เกิดอาชญากรรมทางเพศสูงขึ้น หรือไม่เช่นนั้น เราก็จะได้เห็น ธุรกิจไซด์ไลน์ อาบอบนวด และนวดกษัยเติบโตกันอย่างไม่มีที่สิ้นสุดเลยทีเดียว

อ้างอิง, Thethaiger, Jerkunmai, Sanook.com

วิธีซื้อปลั๊กพ่วง เลือกอย่างไรให้ปลอดภัย ใช้งานทนทาน

ทริคดี ๆ ช่วยให้การเลือกซื้อปลั๊กพ่วงดีขึ้น

ปลั๊กไฟ หรือ ปลั๊กพ่วงเป็นอีกหนึ่งเครื่องใช้ไฟฟ้าที่สำคัญ เพราะด้วยขนาดสายที่ยาวจึงทำให้ผู้ใช้ใช้งานได้อย่างสะดวกสบาย ที่สำคัญปลั๊กพ่วงยังทำให้ผู้ใช้สามารถใช้ไฟได้อย่างทั่วถึง และใช้งานได้หลายคนในเวลาเดียวกัน แต่การใช้ปลั๊กพ่วงแน่นอนเลยว่ามันมักมาพร้อมกับความเสี่ยง ซึ่งหากใครได้ติดตามข่าวสารก็มักจะได้ยินเหตุการณ์ไฟฟ้าลัดวงจร ไฟไหม้ หรือไฟช็อตผู้ใช้ โดยมีต้นเหตุมาจากปลั๊กพวงเพียงแค่อันเดียว

ดังนั้น การเลือกซื้อปลั๊กพ่วงจึงมีความสำคัญมาก ไม่ใช่ว่าจะซื้อแบบไหน รุ่นไหนก็ได้ แต่การเลือกซื้อจะต้องมาพร้อมกับหลักการดี ๆ เพื่อให้การใช้งานปลั๊กพ่วงนั้นได้ประสิทธิภาพ และปลอดภัยกับคนใช้  วันนี้เราจึงมีวิธีการซื้อปลั๊กพ่วงมาฝากทุกคนกัน

วิธีซื้อปลั๊กพ่วง เลือกอย่างไรให้ปลอดภัย ใช้งานทนทาน
วิธีซื้อปลั๊กพ่วง เลือกอย่างไรให้ปลอดภัย ใช้งานทนทาน

เลือกซื้อปลั๊กที่มีสัญลักษณ์ มอก.

  • ไม่เพียงแค่เครื่องใช้ไฟฟ้าในครัว หรือเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้านขนาดใหญ่เท่านั้น ที่จะต้องมีเครื่องหมายรับรองความปลอดภัย เพราะถึงแม้ว่าปลั๊กไฟจะเป็นเครื่องใช้ไฟฟ้าชิ้นเล็ก ก็จำเป็นต้องเลือกซื้อเฉพาะสินค้าที่มีเครื่องหมายรับรองมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (มอก.) หรือ มอก.ปลั๊กพ่วง

พลาสติกสินค้าต้องได้คุณภาพ

  • ปลั๊กพ่วงบางยี่ห้อที่วางขายตามตลาดทั่วไป มักจะผลิตด้วยพลาสติดเกรดธรรมดา เมื่อผู้ใช้ใช้ไฟเกินกำลังก็อาจจะทำให้เกิดประกายไฟ และส่งผลให้พลาสติกภายนอกละลายได้ โดยพลาสติกที่สามารถใช้งานได้ เช่น พลาสติก ABS, โพลีคาร์บอน ฯลฯ โดยวัสดุที่กล่าวมาจะมีคุณสมบัติยับยั้งการลุกลามของไฟ
วิธีซื้อปลั๊กพ่วง เลือกอย่างไรให้ปลอดภัย ใช้งานทนทาน
วิธีซื้อปลั๊กพ่วง เลือกอย่างไรให้ปลอดภัย ใช้งานทนทาน

ขั้วสัมผัสภายในเป็นทองแดง

  • ส่วนประกอบภายในเป็นจุดสำคัญที่ไม่ควรมองข้าม โดยปลั๊กพ่วงที่ไม่มีคุณภาพส่วนใหญ่จะใช้เป็นเหล็กชุบสังกะสีที่เป็นวัตถุนำไฟฟ้าได้ต่ำทำให้เกิดความร้อนได้ง่าย ซึ่งนั่นถือเป็นเรื่องเสี่ยงต่อการเกิดไฟไหม้มาก ๆ โดยวัสดุที่ดีที่สุดและราคาแพงที่สุด คือวัสดุประเภททองแดง ที่มีคุณสมบัติสามารถนำไฟฟ้าได้ดี ไม่สะสมความร้อน และลดความเสี่ยงต่อการเกิดไฟไหม้

มีเบรกเกอร์ในตัว

  • สาเหตุใหญ่ที่ทำให้ไฟไหม้ คือ การใช้ไฟฟ้าเกินพิกัดกระแสไฟฟ้าที่ปลั๊กพ่วงแต่ละยี่ห้อกำหนด แล้วยิ่งคุณไปใช้งานโดยการเสียบอุปกรณ์ไฟฟ้าพร้อมกันหลายชิ้น หรือการไม่ดึงปลั๊กไฟออกเมื่อไม่ใช้งาน ก็จะทำให้ตัวปลั๊กไฟเกิดความร้อนสูงจนละลาย และทำให้สายทองแดงภายในแตะกันแล้วเกิดไฟฟ้าลัดวงจร ดังนั้นควรมองหาปลั๊กที่มีปุ่มเปิด – ปิด มีเบรกเกอร์ในตัวเพื่อลดความเสี่ยง

ดังนั้น หากใครที่กำลังมองหาปลั๊กไฟไว้ใช้งานอยู่ จำเป็นต้องอาศัยเทคนิคดี ๆ ในการเลือกซื้อ เพื่อความปลอดภัยระหว่างการใช้งาน เพราะถึงแม้ว่าปลั๊กไฟนั้นจะมีราคาถูกเท่าไหร่ แต่ไม่มีคุณสมบัติตามที่เรากำหนดมาก็เท่ากับว่าปลั๊กนั้นไร้ซึ่งความปลอดภัยนั่นเอง

เรื่องต้องรู้! ใส่หน้ากากอนามัยออกกำลังกาย เสี่ยงขาดออกซิเจนจริงหรือไม่ ?   

ใส่-ไม่ใส่หน้ากากอนามัยออกกำลังกาย แบบไหนอันตรายกว่ากัน ?

เนื่องจากตอนนี้ในประเทศไทยรวมไปถึงทั่วโลกต้องพบเจอกับวิกฤติอย่างหนัก นั่นคือการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ที่ส่งผลกระทบต่อหลาย ๆ ด้าน ด้วยเหตุผลนี้จึงทำให้การใช้ชีวิตของเราทุกคนต้องเปลี่ยนไป ทั้งต้องลดการพบปะสังสรรค์ เว้นระยะห่างทางสังคม ลดการสัมผัสสิ่งของสาธารณะ ที่สำคัญจะต้องสวมใส่หน้ากากอนามัยตลอดเวลา เพื่อเป็นการลดความเสี่ยงต่อการติดเชื้อ

และในตอนนี้ก็ไม่ได้แค่โควิด-19 เท่านั้น ที่น่าเป็นห่วง แต่ในประเทศไทยยังต้องพบเจอกับ PM 2.5 ซึ่งเป็นฝุ่นพิษขนาดเล็กอีกด้วย ฉะนั้นแล้ว ‘หน้ากากอนามัย’ จึงได้กลายเป็นปัจจัยสำคัญในการใช้ชีวิต อีกทั้งหน้ากากยังมีตัวเลือกมากมาย ทั้ง หน้ากากอนามัยทางการแพทย์ หน้ากากผ้า หน้ากากกรองฝุ่น และเนื่องจากเราจำเป็นต้องสวมใส่หน้ากากอนามัยตลอดเวลา หลายคนก็เริ่มตั้งคำถามที่ว่า “แล้วตอนออกกำลังล่ะ ต้องใส่หน้ากากอนามัยไหม ? ” ซึ่งวันนี้เรามีคำตอบเกี่ยวกับเรื่องนี้มาฝากทุกคนค่ะ

ใส่-ไม่ใส่หน้ากากอนามัยออกกำลังกาย แบบไหนอันตรายกว่ากัน ?
ใส่-ไม่ใส่หน้ากากอนามัยออกกำลังกาย แบบไหนอันตรายกว่ากัน ? : www.sanook.com

ซึ่งจากประเด็นนี้ผู้เชี่ยวชาญทางด้านระบบทางเดินหายใจ ได้ระบุว่าหากสวมหน้ากากอนามัยขณะออกกำลังกาย ก็จะทำให้จะลดปริมาณอากาศที่เข้าสู่ปอด ซึ่งส่งผลให้ระดับออกซิเจนในโลหิตของเราลดลง ซ้ำไปกว่านั้นยังเกิดอัตราการเผาผลาญและเปลี่ยนน้ำตาลกลูโคลสเป็นพลังงานต่ำทำให้เรารู้สึกเหนื่อยง่ายขึ้นกว่าเดิม นอกจากนี้หน้ากากอนามัยที่เปียกชื้นด้วยเหงื่อก็จะทำให้เสื่อมประสิทธิภาพ และใช้งานได้ไม่ดีเท่าที่ควรจะเป็น และข้อเสียของการสวมหน้ากากอนามัยขณะออกกำลังกาย สามารถสรุปผลเสียใหญ่ ๆ ได้ ดังนี้

หัวใจเต้นเร็วกว่าปกติ :

  • พบว่ามีอัตราการเต้นของหัวใจสูงเกินค่าปกติ ประมาณ 5-10 ครั้งต่อนาที ในแต่ละช่วงเวลา ซึ่งไม่เหมาะอย่างยิ่งกับผู้ที่ป่วยเป็นโรคหัวใจ โรคปอด ผู้สูงอายุ รวมไปถึงวัยหนุ่มสาวที่มีปัญหาเกี่ยวกับโรคเหล่านี้ซ่อนอยู่
ใส่-ไม่ใส่หน้ากากอนามัยออกกำลังกาย แบบไหนอันตรายกว่ากัน ?
ใส่-ไม่ใส่หน้ากากอนามัยออกกำลังกาย แบบไหนอันตรายกว่ากัน ? : www.posttoday.com

ออกซิเจนในเลือดต่ำ :

  • การใส่หน้ากากอนามัยขณะออกกำลังกาย จะทำให้ออกซิเจนในเลือด (PaO2) ต่ำลลงเรื่อย ๆ ความน่ากลัวอยู่ตรงที่แม้ว่าภาวะออกซิเจนต่ำจะไม่ได้รู้สึกเหนื่อยอะไร แต่หากปล่อยไว้นาน ๆ ก็อาจนำไปสู่ขั้นวิกฤตได้

คาร์บอนไดออกไซด์ตีกลับ :

  • จากการสำรวจพบว่าเมื่อออกกำลังกายไปจะเกิดการคั่งของคาร์บอนไดออกไซด์ในหน้ากากจริง ๆ และถึงแม้ว่าในช่วงแรก ๆ คาร์บอนไดออกไซด์จะไม่ได้คั่งในหน้ากากมากเท่าไหร่ แต่หากกิจกรรมดำเนินไปเรื่อย ๆ ก็จะเกิดการหายใจกลับของคาร์บอนไดออกไซด์ทันที ซึ่งนี่เป็นเรื่องอันตรายอย่างมาก

สรุปแล้ว! การใส่หน้ากากอนามัยในเวลาปกติถือเป็นเรื่องที่ต้องทำ แต่กลับกันในขณะออกกำลังไม่ควรใส่หน้ากากอนามัยเด็ดขาด เพราะนอกจากจะไม่ช่วยกันโรคแล้ว ยังทำให้ร่างกายย่ำแย่อีกด้วย  

ข้อมูลจาก : กรุงเทพธุรกิจ