ปัญหาโลกร้อนการส่งอีเมลน้อยลงช่วยแก้ปัญหาได้จริงหรือ

ส่งอีเมลน้อยลงช่วยลดปัญหาโลกร้อนได้จริงหรอ?

ในปัจจุบันเรียกว่าทั่วโลกยังคงพบเจอกับปัญหาภาวะโลกร้อน อยู่ต่อเนื่อง อีกทั้งหลากหลายพื้นที่ทั่วโลกยังได้มีการรณรงค์ ไปจนถึงการค้นคว้าหาช่องทางเพื่อช่วยลด ปัญหาโลกร้อนที่เกิดขึ้น อีกทั้งหลายคนคงเคยได้ยิน ข้อมูลเกี่ยวกับการส่งอีเมลไปจะถึงการเก็บอีเมลประเภทขยะหรืออีเมลที่เปิดอ่านแล้ว หากมีไว้มากๆจะทำให้ส่งผลต่อภาวะโลกร้อนได้เช่นเดียวกัน

โดยทางด้านหนังสือพิมพ์ financial Times ได้มีการรายงานว่าเร็วๆนี้ จะมีการรณรงค์ให้คนส่งอีเมลให้น้อยลงในแต่ละวันโดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนของการตอบกลับ email สั้นๆ หรืออีเมลล์บรรทัดเดียว ที่ไร้ประโยชน์ ซึ่งเจ้าหน้าที่คนนึงที่มีส่วนร่วมในการจัดงานการประชุมภาคีแห่งสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงในส่วนของสภาพภูมิอากาศครั้งที่ 26 หรือ COP26โดยสหราชอาณาจักรเป็นเจ้าภาพ ในปีหน้านั้นได้มีการกล่าวว่าการลดอีเมล ประเภทสั้นๆ จะช่วยลดคาร์บอนไดออกไซด์ได้เยอะมาก

อีเมลล์สร้างคาร์บอนได้จริงหรอ?

อีเมลล์ สามารถสร้างคาร์บอนได้เนื่องจากว่าเวลาการส่งอีเมลต้องทำการส่งผ่านเครือข่ายอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งจะทำให้สิ้นเปลืองพลังงาน รวมถึงอุปกรณ์เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตหรือ Router ต่างๆ ของเราที่ต้องส่งสัญญาณไปยังชุมสายในพื้นที่ก่อนที่จะส่งต่อไปยังบริษัทโทรคมนาคมที่ให้บริการ และบริษัทต่างๆ ก็ต้องมีศูนย์ข้อมูลขยะใหญ่ที่อาศัยพลังงานไฟฟ้าในการปฏิบัติงานที่ค่อนข้างสูง ซึ่งทั้งหมดนี้ก็ทำให้เล็งเห็นแล้วว่าทำให้สิ้นเปลืองพลังงานค่อนข้างสูงเลยทีเดียว แต่อย่างไรก็ตาม email แค่ 1 ฉบับจะส่งผลน้อยมากๆต่อระบบโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ นั่นเอง

อีกทั้งนักวิจัยยังได้มีการกล่าวเพิ่มเติมว่าท่านที่จะไปสนใจในเรื่องของอีเมลควรมีการหันมาดูแลในเรื่องของเกมออนไลน์ หรือเว็บไซต์ที่ให้บริการดูวีดีโอไปจนถึงการจัดเก็บข้อมูลออนไลน์เสียมากกว่า เพราะการคำนวณกิจกรรมใดกิจกรรมหนึ่งว่าสามารถปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ได้เท่าไหร่นั้น จะมีความซับซ้อนเป็นอย่างมาก ดังนั้นศ.พรีสต์ ซึ่งได้มีการกล่าวเพิ่มเติมว่าเราควรมุ่งเน้นความสนใจไปที่สิ่งที่ สามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงได้จริงๆ แทนไม่ว่าจะเป็นอาหารที่เรากินพลังงานที่สร้างความอบอุ่นภายในบ้านไปจนถึงการเดินทางต่างๆ นั่นเอง

ที่มา : www.bbc.com/thai

โครงการคนละครึ่งเฟส 2 เตรียมเปิดให้ลงทะเบียนมกราคมนี้

โครงการคนละครึ่งเฟส 2 เปิดลงทะเบียนมกราคมนี้ พร้อมย้ำคนได้สิทธิ์เฟสแรกต้องใช้ให้หมดก่อนสิ้นเดือน ธ.ค. 63

สำหรับโครงการคนละครึ่งหลังจากเฟสแรกที่ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากประชาชน กับโครงการคนละครึ่งในเฟส 1 โดยทางด้านกระทรวงการคลังได้ย้ำ หากต้องการลงทะเบียนใช้สิทธิ์สำหรับคนละครึ่งเฟส 2 ต้องทำการใช้สิทธิ์เฟสแรกให้หมดภายในวันที่ 31 ธันวาคม 2563 โดยทางด้านนายพรชัย ฐีระเวช ที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจการเงินสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ในฐานะรองโฆษกกระทรวงการคลังได้มีการเปิดเผยความคืบหน้าของโครงการคนละครึ่ง เมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายนที่ผ่านมา ซึ่งในปัจจุบันมีร้านค้าลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการแล้วมากกว่า 8.5 แสนร้านค้า และในปัจจุบันมีผู้ใช้สิทธิ์แล้วจำนวน 9493,942 คน โดยมียอดการใช้จ่ายสะสม 28,609 ล้านบาท จังหวัดที่มีรายจ่ายสะสมมากที่สุดได้แก่กรุงเทพฯ, สงขลา, นครศรีธรรมราช, สุราษฎร์ธานี และเชียงใหม่

โดยประชาชนที่ลงทะเบียนคนละครึ่งในรอบเก็บตก เมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายนที่ผ่านมาและได้มีการยืนยันรับสิทธิ์แล้วต้องรีบติดตั้งแอพพลิเคชั่นเป๋าตังค์ พร้อมยืนยันตัวตนให้เรียบร้อยโดยมีการขอให้เริ่มใช้สิทธิ์การใช้จ่ายภายใน 14 วันนับจากวันที่ได้รับ SMS แจ้งรับสิทธิ์เพื่อให้สามารถใช้จ่ายได้จนถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2563

และสำหรับโครงการคนละครึ่งเฟสที่ 2 ก็เตรียมเปิดให้ลงทะเบียนรับสิทธิ์ในวันที่ 1 มกราคม 2564 ภายหลังจากที่รัฐบาลได้มีการเปิดให้ประชาชนผู้ที่สนใจเข้าร่วมโครงการคนละครึ่งโดยลงทะเบียนผ่าน www.คนละครึ่ง.com ที่มีจำกัดเพียง 10 ล้าน สิทธิ์ก่อนหน้านี้ได้รับผลตอบรับเป็นอย่างดี อีกทั้งยังมีข่าวคราวในส่วนของโครงการคนละครึ่งเฟส 2 ออกมา โดยทางด้านนายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รมว.คลัง ได้มีการกล่าวเพิ่มเติมว่าในปี 2564 ทางด้านรัฐบาลจะเดินหน้ากระตุ้นการบริโภคภายในประเทศโดยเฉพาะโครงการคนละครึ่งเฟส 2 ที่จะเริ่มดำเนินการต่อเนื่องในวันที่ 1 มกราคม 2564 เพื่อเพิ่มกำลังการซื้อภายในประเทศซึ่งจะช่วยทำให้ GDP ในประเทศไทยขยายตัว 3.5 ถึง 4.5 % ต่อ GDP เลยทีเดียว อย่างไรก็ตามต้องรอติดตามกำหนดวันในการลงทะเบียนและเงื่อนไขต่างๆ จากประกาศที่ชัดเจนอีกครั้ง

ที่มา : www.thairath.co.th

วัคซีนโควิด-19 ในไทยคาดได้รับวัคซีนกลางปี 2564  

วัคซีนต้านโควิด 19 ในไทย คาดได้รับวัคซีนในปี 2564 หลังการจองล่วงหน้าและสัญญาการจัดซื้อวัคซีน

สถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด 19 ในปัจจุบันยังคงมีความรุนแรงที่เพิ่มมากขึ้นหลากหลายพื้นที่ทั่วโลก ซึ่งการรักษาสำหรับการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด 19 นั้น คือการใช้วัคซีน ซึ่งในปัจจุบันก็มีหลากหลายบริษัทที่กำลังทดลอง โดยศ.นพ.ยง ภู่วรวรรณ หัวหน้าศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านไวรัสวิทยาคลินิก ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้กล่าวถึงความหวังสำหรับการมีวัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 ใช้ในประเทศไทยว่าในขณะนี้มีอย่างน้อย 13 บริษัทที่อยู่ในขั้นตอนทดลองในมนุษย์ระยะที่ 3 ซึ่งคาดว่าสิ้นปี 2563 มากกว่าครึ่งหนึ่งใน 13 บริษัท จะประกาศความสำเร็จในการทดลองยาต้านโดวิด หลังมี 4 บริษัทประกาศผลสำเร็จการทดลองในมนุษย์ระยะที่ 3 มาแล้ว และคาดว่าในไตรมาส 2 ของปี 2564 น่าจะมีวัคซีนสำหรับต้านโควิดใช้ใประเทศและอาจมีการสั่งนำเข้ามาใช้เพิ่มเติมในไทยอีกด้วย

ในวันที่ 27 พฤศจิกายน 2563 พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม จะเป็นประธานพิธีลงนามในสัญญาการจัดหาวัคซีนโควิด-19 โดยการจองล่วงหน้าและสัญญาการจัดซื้อวัคซีน กับบริษัทแอสตร้าเซเนก้า บริษัทผู้ผลิตชีวภัณฑ์ชั้นนำสัญชาติอังกฤษ-สวีเดน ในวงเงิน 6,049,723,117 บาท ซึ่งคาดว่าจะได้รับวัคซีนกลางปี 2564 หลัง ครม. เมื่อวันที่ 17 พ.ย. เห็นชอบโครงการจัดหาวัคซีนป้องกันโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 สำหรับประชาชนไทยทำให้คนไทยมีโอกาสเข้าถึงวัคซีนได้มากกว่าประเทศอื่น รวมถึงการผลิตวัคซีนในประเทศไทย ที่จะใช้โรงงานของบริษัท สยามไบโอไซเอนซ์ จำกัด เป็นแหล่งการผลิตนั่นเอง

นอกจากนี้สำหรับในต่างประเทศทางด้าน สำนักข่าวต่างประเทศรายงานความคืบหน้าการผลิตและทดลองใช้วัคซีนโควิด-19 ในหลายประเทศเมื่อวันที่ 23 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา นพ.มอนเซฟ สลาอุย หัวหน้าที่ปรึกษาทางวิทยาศาสตร์ของโครงการOperation Warp Speed ของสหรัฐอเมริกา เปิดเผยว่าชาวอเมริกันร้อยละ 70 จากทั้งหมด 330 ล้านคน จำเป็นต้องได้รับการฉีดวัคซีนป้องกันโควิด-19 เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันในคนหมู่มากตามเป้าหมายของรัฐบาลภายในเดือนพฤษภาคมปี 2021 โดยองค์การอาหารและยาสหรัฐหรือ FDA จะอนุมัติผลิตวัคซีนป้องกันโควิด-19 ที่พัฒนาโดยไฟเซอร์ อิงค์ บริษัทเวชภัณฑ์ของสหรัฐ และไบโอเอนเทคของเยอรมนีช่วงกลางเดือนธันวาคม (ที่มา ศูนย์ข้อมูล COVID-19 )

กรมอุตุฯเผยรายชื่อจังหวัดเสี่ยงฝนตกถล่มหนัก

กรมอุตุเผยพยากรณ์อากาศที่ 9 จังหวัดเสี่ยงฝนถล่ม

เรื่องของสภาพอากาศถือได้ว่าเป็นเรื่องใกล้ตัวที่หลายคนไม่ควรมองข้ามซึ่งวันนี้ทางด้านกรมอุตุนิยมวิทยาชี้ 9 จังหวัดเสี่ยงฝนถล่มอ่าวไทยตอนล่างมีคลื่นสูง 2-3 เมตรบริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองจะมีคลื่นสูงมากกว่า 3 เมตรในขณะที่พื้นที่กรุงเทพมหานครมีเมฆบางส่วนพร้อมทั้งอุณหภูมิต่ำสุดจะอยู่ที่ 23 ถึง 25 องศาเซลเซียส

เมื่อวันที่ 26 พ.ย.63 โดยทางด้านกรมอุตุนิยมวิทยาได้มีการพยากรณ์อากาศพบบริเวณความกดอากาศสูง หรือมวลอากาศเย็นกำลังปั่นกลางยังคงปกคลุมประเทศไทยตอนบนไปจนถึงทะเลจีนใต้ทำให้บริเวณภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือไปจนถึงภาคกลางมีอากาศหนาวเย็นในตอนเช้าและมีฝนเล็กน้อยในบางแห่งนอกจากนี้ยังพบมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือที่พัดปกคลุมบริเวณอ่าวไทยและภาคใต้ที่มีกำลังแรงขึ้นประกอบกับมี หย่อมความกดอากาศต่ำปกคลุมบริเวณชายฝั่งประเทศมาเลเซียโดยจะทำให้ภาคใต้ตอนล่างมีฝนตกหนักถึงหนักมากในบางพื้นที่จึงได้มีการขอให้ประชาชนบริเวณภาคใต้ตอนล่างให้ระวังอันตรายจากฝนที่ตกหนักซึ่งอาจทำให้เกิดน้ำท่วมเฉียบพลันและน้ำป่าไหลหลากได้อีกด้วย

พยากรณ์อากาศสำหรับประเทศไทยตั้งแต่เวลา 06.00 น. วันนี้ ถึง 06.00 น. ภาคเหนือจะมีอากาศเย็นในตอนเช้า อุณหภูมิต่ำสุด 17-22 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 32-35 องศาเซลเซียส ยอดดอยอากาศหนาวถึงหนาวจัด อุณหภูมิต่ำสุด 8-15 องศาเซลเซียส

ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ อากาศจะเย็นในตอนเช้า อุณหภูมิต่ำสุด 18-22 องศาเซลเซียส ยอดภูอากาศเย็นถึงหนาว อุณหภูมิต่ำสุด 10-17 องศาเซลเซียส

ภาคกลาง จะมีอากาศเย็นในตอนเช้า โดยมีฝนเล็กน้อยบางแห่ง อุณหภูมิต่ำสุด 21-23 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 32-35 องศาเซลเซียส

ภาคตะวันออก เมฆบางส่วน กับมีฝนเล็กน้อยบางแห่ง อุณหภูมิต่ำสุด 21-24 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 33-34 องศาเซลเซียส

ภาคใต้ (ฝั่งตะวันออก) เมฆเป็นส่วนมาก กับมีฝนฟ้าคะนองร้อยละ 60 ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักถึงหนักมากบางแห่ง บริเวณจังหวัดนครศรีธรรมราช พัทลุง สงขลา ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส อุณหภูมิต่ำสุด 22-24 องศาเซลเซียส และ ภาคใต้ (ฝั่งตะวันตก) มีเมฆเป็นส่วนมาก กับมีฝนฟ้าคะนองร้อยละ 40 ของพื้นที่ กับมีฝนตกหนักบางแห่ง บริเวณจังหวัดกระบี่ ตรัง และสตูลอุณหภูมิต่ำสุด 22-23 องศาเซลเซียส

นอกจากนี้คลื่นลมบริเวณอ่าวไทยมีกำลังแรงโดยอ่าวไทยตอนล่างจะมีคลื่นสูงอยู่ที่ประมาณ 2-3 เมตรบริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองมีคลื่นสูงมากกว่า 3 เมตรจึงขอให้ชาวเรือบริเวณดังกล่าวเดินเรือด้วยความระมัดระวังและควรหลีกเลี่ยงการเดินเรือบริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองส่วนเรือเล็กงดออกจากฝั่งในช่วงวันที่ 26 พ.ย. – 1 ธ.ค. 63 (ข้อมูล www.khaosod.co.th)

ทำความรู้จักธนาคารไทยพาณิชย์ธนาคารแห่งแรกของประเทศไทย

ทำความรู้จักธนาคารไทยพาณิชย์ SCB

เปิดประวัติแบงค์สยามกัมมาจล หรือที่รู้จักกันในชื่อของธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB) ธนาคารสีม่วงธนาคารแห่งแรกของประเทศไทย ถือได้ว่าเป็นสถาบันการเงินแห่งแรกของชาวสยาม โดยพระเจ้าน้องยาเธอกรมหมื่นมหิศรราชหฤทัย ที่ขณะนั้นทรงดำรงตำแหน่งเสนาบดีกระทรวงพระคลังมหาสมบัติที่ได้มีการตั้งพระทัยอย่างแน่วแน่ที่จะมีสถาบันการเงินของสยามเป็นฐานรองรับการเติบโตทางด้านเศรษฐกิจและการเงินของประเทศ

โดยในยุคนั้นโลกตะวันตกได้มีการขยายเส้นทางการค้าทางทะเลมาสู่ดินแดนของสยามเป็นอย่างมากทำให้ยุคนั้นได้มีการริเริ่มดำเนินกิจการธนาคารพาณิชย์ในนาม บุคคลัภย์ หลังจากที่ได้มีการทดลองกิจการกับประสบความสำเร็จและเป็นไปได้อย่างราบรื่นพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 5 จึงทรงมีพระบรมราชานุญาตให้ตั้งเป็นธนาคารในนามบริษัทแบงก์สยามกัมมาจลทุนจำกัดเมื่อวันที่ 30 มกราคม พ.ศ 2449

และในปี พ.ศ. 2475 ถึง 2450 ประเทศได้พบกับการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ทั้งการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองและจากสงครามโลกครั้งที่ 2 ทำให้บริษัทแบงก์สยามกัมมาจล ทุนจำกัด ได้เปลี่ยนชื่อตามนโยบายเชื้อชาตินิยมของรัฐบาล โดยเปลี่ยนเป็นชื่อธนาคารไทยพาณิชย์ อีกทั้งยังมีในส่วนของการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างและการบริหารของธนาคารแบบใหม่โดยให้ชาวไทยที่มีความรู้ความสามารถได้ขึ้นเป็นผู้บริหาร รวมถึงลดจำนวนชาวตะวันตกในการบริหารงานรวมถึงธนาคารได้ถวายความจงรักภักดีแก่สถาบันกษัตริย์ ช่วยทำประโยชน์แก่สาธารณะต่างๆ หลากหลาย

โดยในปัจจุบันธนาคารไทยพาณิชย์มีสินทรัพย์รวม 3,225 พันล้านบาท มีเงินฝาก 2,407 พันล้านบาท และมีสินเชื่อ 2,171 พันล้านบาท ธนาคารจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ตั้งแต่ พ.ศ. 2519 ปัจจุบันหุ้นของธนาคาร ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ประกอบด้วย หุ้นสามัญ (SCB, SCB-F) หุ้นบุริมสิทธิ (SCB-P, SCB-Q) ณ วันที่ 30 กันยายน 2563 ธนาคารมีมูลค่าหุ้น ตามราคาตลาด (Market Capitalization) 220,940 ล้านบาท

ธนาคารไทยพาณิชย์ได้มีการให้การบริการทางด้านการเงินแบบครบวงจรให้แก่ลูกค้าทุกประเภทไม่ว่าจะเป็นบริษัทขนาดใหญ่วิสาหกิจบริษัทขนาดกลางและขนาดย่อมรวมถึงลูกค้ารายย่อยไม่ว่าจะเป็นการรับฝากเงินการโอนเงินการกู้ยืมประเภทต่างๆ บัตรเครดิตรวมถึงสินเชื่อประเภทต่างๆและเงิน กองทุนส่วนบุคคลเครือข่ายครอบคลุมทั่วประเทศอีกด้วย (ข้อมูล ธนาคารไทยพาณิชย์)

เทคนิคใช้ชีวิตแบบไหนให้มีความสุข ให้ยิ้มได้ในทุกๆวัน

ทริคใช้ชีวิตให้มีความสุข ยิ้มได้ในทุกๆวัน

ในแต่ละวันเรานั้นต้องพบเจอกับปัญหาและสถานการณ์ต่างๆ มากมาย ทั้งเหตุการณ์ที่มีความสุขหรือเรื่องราวที่ทำให้มีความทุกข์ไปจนถึงอุปสรรคต่างๆ ในการดำเนินชีวิตที่แต่ละคนนั้นต้องเผชิญ ซึ่งหลายคนนั้นอาจจะหลงลืมความสุขเล็กๆ ที่เราสามารถสร้างขึ้นได้ด้วยตัวเองเป็นการใช้ชีวิตให้มีความสุข ถือได้ว่าเป็นเทคนิคและวิธีง่ายๆ ที่จะทำให้คุณสามารถดำเนินชีวิตได้อย่างราบรื่นและมีความสุขในทุกๆ วัน….(Reference:20 วิธีสร้างความสุขง่ายๆ..ใช้ชีวิตให้สตรอ)

เป็นตัวของตัวเอง

การเป็นตัวของตัวเอง โดยการยอมรับความไม่สมบูรณ์แบบของตัวเอง ถือได้ว่าเป็นจุดเริ่มต้นเล็กๆ น้อยๆ ที่จะทำให้คุณสามารถดำเนินชีวิตอย่างมีความสุขต่อไปได้ เนื่องจากทุกคนย่อมมีความผิดพลาดหรือเกิดขึ้นอยู่เสมอ ไม่มีใครสามารถใช้ชีวิตเพอร์เฟคได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ โดยคุณไม่ควรมีความกดดันตัวเองมากเกินไป ไม่ต้องพยายามเป็นคนที่สมบูรณ์แบบในทุกๆ ด้านความเป็นตัวของตัวเองและดำเนินชีวิตในทุกๆ วัน ให้มีความสุขอย่าซีเรียสหรือเครียดกับการใช้ชีวิตมากเกินไป

เริ่มต้นรักตัวเอง

Love Yourself, Love Myself ถือว่าเป็นหนึ่งคำพูดที่เอาไว้เตือนใจของใครหลายๆ คน โดยคุณควรเริ่มต้นด้วยการรักตัวเองโดยการมองที่ปัจจุบัน พูดดีๆ กับตัวเอง ทำดีกับตัวเอง พร้อมทั้งมีประโยคที่ช่วยเสริมสร้างความมั่นใจให้ตัวเองอยู่เสมอไม่ว่าจะเป็น “ฉันมีความสุขกับปัจจุบัน” “ฉันทำดีที่สุดแล้ว” “ฉันกำลังเรียนรู้และมันจะดีขึ้นเรื่อยๆในอนาคต” อย่าบั่นทอนจิตใจตัวเองด้วยคำพูดดูถูกหรือประโยคต่างๆที่จะทำให้คุณรู้สึกไม่ดี ไม่ว่าจะเป็น “ทำไมฉันถึงทำไม่ได้” “ฉันทำได้แค่นี้เองหรอ” “ฉันยังเก่งไม่พอ” ต้องตัดคำพูดเหล่านี้ทิ้งออกไปซะ และเริ่มต้นรักและตามใจตัวเองชีวิตของคุณก็จะมีความสุขมากยิ่งขึ้น

หยุดเปรียบเทียบ

หยุดความคิดในการเปรียบเทียบตัวเองกับคนอื่นเพราะการเปรียบเทียบจะทำให้เกิดความรู้สึกว่าเราด้อยค่ามากกว่า จะทำให้เกิดเป็นความอิจฉาและเป็นการบั่นทอนจิตใจของตัวเองและจะทำให้ตัวเราเองไม่มีความสุข อย่างไรก็ตามต้องคิดถึงพื้นฐานว่าชีวิตของแต่ละคนไม่เหมือนกัน รูปแบบการใช้ชีวิตต่างๆ รวมถึงระบบความคิดของแต่ละคนก็ไม่เหมือนกัน ดังนั้นควรคิดว่าเราก็มีดีและรูปแบบของตัวเราเองไม่จำเป็นต้องเหมือนใคร

ใช้ชีวิตอยู่กับปัจจุบัน

รายการจมปลักอยู่กับอดีตและกังวลเกี่ยวกับอนาคตควรตัดมันทิ้งไปซะ ควรดำเนินชีวิตอยู่กับปัจจุบันไม่ควรกังวลในส่วนของอนาคตที่ยังมาไม่ถึงมากเกินไป ควรลืมและไม่จมปลักกับอดีตต่างๆ ที่ผ่านมาแล้วไปจนถึงเรื่องที่ผ่านมาแล้วนั่นเอง เพราะจะทำให้คุณสามารถวางแผนชีวิตและใช้ชีวิตอยู่กับปัจจุบันได้อย่างมีความสุข

วิธีที่ทำให้คุณมีความสุขกับเรื่องง่ายๆ เรื่องใกล้ตัวก็คือการกินอิ่ม นอนหลับพักผ่อนให้เต็มที่ มีความสุขในทุกๆวัน เต็มที่กับการใช้ชีวิต การเรียน หรือการทำงาน จะทำให้คุณสามารถมีความสุขได้ด้วยตัวคุณเอง รวมถึงมองหาสิ่งที่ชื่นชอบร่วมกับการดำเนินชีวิตจะทำให้มีความสุขมากยิ่งขึ้น